<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>67667</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>03/06/2020 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>03/06/2020 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ก้าวข้ามกับดักดิจิทัล</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;วิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม หรือ SME มีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งต่อการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย เพราะถือเป็นกลุ่มผู้ประกอบการที่มีจำนวนมากที่สุดกว่า 3 ล้านราย และเป็นแหล่งจ้างงานขนาดใหญ่ที่สุดในสัดส่วนสูงถึง 82% ของแรงงานทั้งหมด กระจายอยู่ทั่วประเทศ จึงทำให้การดำเนินธุรกิจของ SME มีผลกระทบโดยตรงต่อการจ้างงาน และรายได้ของครัวเรือนจำนวนมาก&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 หรือโควิด-19 &amp;nbsp;ส่งผลกระทบต่อผู้ประกอบการเอสเอ็มอีอย่างรุนแรง ทั้งทางตรงและทางอ้อม แม้ว่าเวลานี้สถานการณ์โควิด-19 คลี่คลายดีขึ้น ดังนั้น หากสามารถสนับสนุนให้ SME เดินหน้าฝ่าสถานการณ์ที่ยากลำบากเช่นนี้ไปได้อย่างแข็งแกร่ง ก็จะส่งผลดีต่อแรงงานอีกหลายล้านชีวิต รวมทั้งระบบเศรษฐกิจโดยรวมของประเทศ ล่าสุด สุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รมว.อุตสาหกรรม &amp;nbsp;ได้มอบหมายให้ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (ธพว.) หรือ SME D Bank เร่งช่วยเหลือฟื้นฟูธุรกิจให้แก่ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีเพิ่มเติม
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;จากที่ ธพว.ได้ดำเนินการมาแล้ว โดยเดินหน้าเติมทุนสินเชื่อเงื่อนไขพิเศษ เพื่อให้เอสเอ็มอีทุกกลุ่มธุรกิจทั่วประเทศมีเงินทุนไปหมุนเวียน เสริมสภาพคล่อง จ้างงาน และฟื้นฟูธุรกิจให้กลับคืนมา สามารถดำเนินการได้ดีอีกครั้ง คาดจะอนุมัติสินเชื่อได้กว่า 40,000 ล้านบาท ช่วยเอสเอ็มอีได้ประมาณ 24,000 กิจการ ส่งผลดีต่อไปยังระบบเศรษฐกิจโดยรวมของประเทศ เกิดการสร้างงาน สร้างรายได้สู่ท้องถิ่น ช่วยรักษาการจ้างงานประมาณ 120,000 ราย สร้างมูลค่าหมุนเวียนทางเศรษฐกิจประมาณ 90,000 ล้านบาท
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;แต่ทั้งนี้ในยุคของการเปลี่ยนแปลงดิจิทัลมีความสำคัญ &amp;nbsp; โลกจะถูกขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยี แรงงานคนจะถูกทดแทนด้วยหุ่นยนต์มากขึ้น และพฤติกรรมของผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงไปกลายเป็นชีวิตวิถีใหม่ หรือ New Normal รวมไปถึงการซื้อขายออนไลน์จะเติบโตขึ้นอย่างมหาศาล พ่อค้าคนกลางจะถูกลดบทบาทและความสำคัญลง แพลตฟอร์มตลาดออนไลน์และการส่งสินค้าจะเติบโตขึ้น ผู้บริโภคจะซื้อสินค้าและบริการด้วยเหตุผล กิจกรรมการบริการจะมีความเป็นส่วนตัวมากขึ้น &amp;nbsp;ดังนั้นการสนับสนุนในด้านการเงินเพียงอย่างเดียวคงไม่เพียงพอ กลุ่มผู้ประกอบการจำเป็นต้องมีการปรับตัวเพื่อรองรับกับการเปลี่ยนแปลงของโลกยุคใหม่ด้วย &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;จะเห็นได้ว่าปัจจุบันทั้งภาครัฐและเอกชนต่างก็พยายามหาแนวทางสนับสนุน เช่น SME D Bank ร่วมกับบริษัท มีจีเนียส จำกัด (AIYA) สนับสนุนผู้ประกอบการไทยดูแลลูกค้าอย่างมือโปร ภายใต้โครงการ &amp;ldquo;SME-D Coach Chatbot for SMEs เปลี่ยนการขายออนไลน์ให้ง่าย ด้วยผู้ช่วยอัจฉริยะ&amp;rdquo; &amp;nbsp;เพื่อสนับสนุนผู้ประกอบการไทยใช้เทคโนโลยีเข้าไปดูแลลูกค้า &amp;nbsp;ส่งเสริมพฤติกรรมและเพิ่มศักยภาพผู้ประกอบการในการปรับตัวเข้าสู่ยุค New Normal และเป็นการตอบโจทย์ผู้ใช้งานในยุคดิจิทัลได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้วยระบบ CRM และแช้ตบอต ที่สามารถดูแลลูกค้าได้ง่าย ระบบจัดเก็บฐานข้อมูลลูกค้า ระบบติด Chat tag ที่ค้นหา คัดกรอง ติดตามสถานะของลูกค้าได้อย่างง่ายดายและรวดเร็ว และยังสามารถเชื่อมต่อได้หลากหลายช่อง ทางทั้ง LINE และ Facebook ด้วยการดูแลจากผู้เชี่ยวชาญด้านไอทีมากกว่า 15 ปี ที่ได้รับการรับรองมาตรฐานการพัฒนาซอฟต์แวร์ ดูแลลูกค้าทั้งองค์กรขนาดใหญ่ กลุ่มธนาคาร ห้างสรรพสินค้า โรงพยาบาล ยานยนต์ และธุรกิจขนาดย่อยกว่า 200 ราย กับสิทธิพิเศษสุดๆ สำหรับผู้ที่สมัครผ่านทาง SME D Bank ฟรีทดลองใช้ระบบแช้ตบอตนาน 2 เดือน ค่าสมัครบริการรายปี รับส่วนลด 30% และค่าสมัครบริการรายเดือน รับส่วนลด 20% ทันที
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;อย่างไรก็ตาม แม้ว่าจะมีการส่งเสริมจากหลายหน่วนงานทั้งภาครัฐและเอกชน เพื่อช่วยผลักดันให้ SME ของไทยมีศักยภาพ สามารถก้าวไปสู่ระดับสากล แข่งขันกับนานาประเทศไทยได้ แต่ทั้งหมดจะสามารถทำได้คือผู้ประกอบการต้องให้ความร่วมมือและยอมที่จะปรับตัวเองให้สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงของโลกยุคใหม่ &amp;nbsp;เพราะเอสเอ็มอีส่วนใหญ่ยังมีปัญหาในการปรับตัวรับกับเทคโนโลยี.&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;บุญช่วย &amp;nbsp;ค้ายาดี&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/67667</URL_LINK>
                <HASHTAG>กระจกไร้เงา, บุญช่วย  ค้ายาดี ​​​​​​​</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180114/5a5b68b2a156d.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>41541</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>22/07/2019 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>22/07/2019 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>พลังงานพัฒนาศก.ฐานราก</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;หลังเดินทางเข้าที่ทำงานอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 18 ก.ค.2562 นายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ก็ประเดิมงานแรก ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมความก้าวหน้าการดำเนินงาน ในการเข้าไปส่งเสริมการใช้พลังงานทดแทนเพื่อการสร้างมูลค่าเพิ่มผลิตภัณฑ์ทางการเกษตร ผ่านโครงการสนับสนุนการลงทุนติดตั้งใช้งานระบบอบแห้งพลังงานแสงอาทิตย์ (พาราโบลาโดม) ปี 2561 ซึ่งดำเนินการโดยกรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน หรือ พพ. ที่กลุ่มแม่บ้านเกษตรกรวัยหวาน หมู่บ้านหนองเขื่อน ตำบลไร่ใหม่พัฒนา อำเภอชะอำ จังหวัดเพชรบุรี&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ซึ่งเป็นหนึ่งในโครงการที่รับเงินสนับสนุนการสร้างโรงอบแห้งพลังงานแสงอาทิตย์สำหรับผลิตผลิตภัณฑ์กล้วยตากจากกล้วยหอมทองซึ่งเป็นการสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับผลิตภัณฑ์ทางการเกษตรที่ได้มาตรฐานด้านสุขอนามัย ซึ่งถือเป็นหนึ่งในการส่งเสริมอาชีพให้กับเกษตรกรในการเพิ่มรายได้อีกทางหนึ่ง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สำหรับรูปแบบของการดำเนินการก่อสร้างระบบอบแห้งมาตรฐานแห่งนี้ เป็นแบบ พพ.3 ขนาด 8x20.8 ตารางเมตร บนพื้นที่ในแนวราบ 166.4 ตารางเมตร ซึ่งเป็นไปตามเงื่อนไขการสนับสนุนการติดตั้งไม่เกิน 30% ของเงินลงทุนทั้งหมด หรือคิดเป็นเงินสนับสนุน 2,430 บาทต่อตารางเมตร &amp;nbsp;รวมเป็นเงิน 404,352 บาท
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทั้งนี้ โครงการสนับสนุนการลงทุนติดตั้งใช้งานระบบอบแห้งพลังงานแสงอาทิตย์ พพ. ได้ดำเนินการมาตั้งแต่ปี 2554 จนถึงปัจจุบันผ่านการสนับสนุนจากกองทุนเพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงาน ในการช่วยเหลือเกษตรกรและวิสาหกิจชุมชน ในการใช้ระบบอบแห้งจากพลังงานแสงอาทิตย์ เพื่อลดการใช้พลังงานจากเชื้อเพลิงชนิดอื่นๆ เช่น แอลพีจี พลังงานไฟฟ้า เป็นต้น รวมถึงเป็นการยกระดับมาตรฐานผลิตภัณฑ์สินค้าชุมชนให้มีมาตรฐาน ปลอดสารเคมี เป็นที่ยอมรับของตลาดและผู้บริโภคในยุคปัจจุบัน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;โครงการนี้ถือว่าประสบความสำเร็จอย่างเป็นรูปธรรม เห็นได้จากจำนวนชุมชน และวิสาหกิจชุมชน ที่ขอรับการส่งเสริมสนับสนุนตั้งแต่ปี 2554-2561 รวมทั้งสิ้น 254 ระบบ หรือคิดเป็น 30,202.30 ตารางเมตร ใช้วงเงินสนับสนุนรวมทั้งสิ้น 101.6 ล้านบาท ซึ่งนำไปลงทุนก่อสร้างโรงอบแห้งพลังงานแสงอาทิตย์แบบพาราโบลาโดมตามแบบมาตรฐานที่ พพ.กำหนด โดย พพ.ยังมีเป้าหมายที่จะขยายการสนับสนุนผู้ประกอบการทั้งภาครัฐและเอกชน ทั้งขนาดกลางและขนาดย่อม และผู้สนใจติดตั้งใช้งานระบบอบแห้งพลังงานแสงอาทิตย์ (พาราโบลาโดม) ต่อเนื่องทุกปีจนถึงปี 2569 รวมพื้นที่ 75,000 ตารางเมตร
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;หลังการตรวจเยี่ยม รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน คนใหม่ก็ได้ระบุอย่างชัดเจนว่า &amp;quot;ทิศทางนโยบายพลังงานให้ความสำคัญกับการทำให้พลังงานเข้ามามีส่วนในการพัฒนาเศรษฐกิจฐานราก ด้วยการใช้กลไกด้านพลังงานที่มีอยู่พัฒนาสู่ชุมชน ต้องทำให้ชุมชนมีองค์ประกอบของการสร้างรายได้เพื่อดำรงชีวิต หรือไปช่วยลดค่าใช้จ่ายด้านพลังงาน จะต้องเป็นทิศทางที่พี่น้องประชาชนได้รับประโยชน์&amp;quot;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;อย่างไรก็ตาม ยังมีงานเร่งด่วนที่ยังรอให้ รมว.สนธิรัตน์พิสูจน์ฝีไม้ลายมือในด้านพลังงานนั้นยังมีอีกหลายๆ เรื่อง &amp;nbsp;โดยเฉพาะเรื่องใหญ่ อย่างแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศ หรือ PDP2018 นั้น จะทำอย่างไร จะทบทวนตามคำวินิจฉัยของผู้ตรวจการแผ่นดิน ที่ระบุว่า รัฐต้องเข้าไปถือหุ้นในโรงไฟฟ้าไม่น้อยกว่า 51% ของกำลังการผลิตที่มีอยู่ เพื่อให้เป็นไปตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 56 วรรค 2 หรือไม่&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;และยังมีการประมูลการนำเข้าก๊าซแอลเอ็นจี 1.5 ล้านตันต่อปีของการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ที่ขณะนี้เดินหน้าไปกว่าครึ่ง และได้ตัวผู้เสนอราคาต่ำสุดคือปิโตรนาส แอลเอ็นจี จากมาเลเซีย โดยพิจารณาจากหลักเกณฑ์ราคาที่ต้องมีส่วนลดสูงสุดเมื่อเทียบกับราคานำเข้าของสัญญาระยะยาวทุกสัญญาที่ประเทศไทย&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทั้ง 2 เรื่องนี้ถือว่าเป็นเรื่องสำคัญที่ รมว.สนธิรัตน์ จะต้องเร่งดำเนินการโดยด่วน เพราะถือว่าเกี่ยวข้องกับความมั่นคงทางด้านพลังงานของประเทศ และตรงกับความตั้งใจในการทำงานที่ รมว.สนธิรัตน์ ที่ได้ประกาศไว้ในวันแรกของการเดินทางเข้ามาทำงาน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;คือ การทำให้ประเทศไทยมีความยั่งยืน รักษาผลประโยชน์ประเทศ พี่น้องประชาชนมีความมั่นคงทางพลังงาน ขณะเดียวกันก็ต้องการให้กระทรวงพลังงานมีส่วนในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจประเทศ เป็นพลังงานของคนไทยทุกคน พร้อมกันนั้นเขาต้องการตอบโจทย์ประชาชนทั่วไป ที่จะได้รับการดูแลเรื่องพลังงานในการดำเนินชีวิต.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;บุญช่วย &amp;nbsp;ค้ายาดี&amp;nbsp;​​​​​​​&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/41541</URL_LINK>
                <HASHTAG>กระจกไร้เงา, บุญช่วย  ค้ายาดี ​​​​​​​</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180114/5a5b68b2a156d.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
